xxx of yyy characters
Join Group

พระไตรปิฎก [Tripitaka]

Google Translation: Off

When Google Translation is on, topics and messages in this group will be machine-translated to your language by Google.

Messages


Topic: บุคคล จะหน่วงเอานิพพาน เป็นอารมณ์ได้อย่างไร?
สืบเนื่องจาก "บุคคลจะเข้าสู่โลกุตตระภูมิได้อย่างไร"
Oct 30
5:18 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
โคตรภูบุคคล พระเสขะบุคคล พระอเสขะบุคคล ย่อมหน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์ โดยไม่อิงอาศัยอุปธิ เพื่อก่อให้เกิดภพ

บุคคลเหล่านั้น ทำอย่างไร?
จึงจะเรียกว่า เจริญสมถะวิปัสสนา โดยมีนิพพานเป็นอารมณ์

สมกับคำตรัสสอนของพระศาสดา เพื่อละอุปธิอันก่อให้เกิดภพ

นมัสการท่านDhammaDhura และสหายธรรมมาร่วมเสวนาเพื่อความเจริญในธรรม.
Oct 30
5:25 AM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
สาธุ กำลังติดตามศึกษาจากท่านผู้เจริญทุกท่านค่ะ
Nov 2
11:29 AM

Posted by อัศ  

Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
ความเกิดขึ้น เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งความบังเกิดแห่งกิเลสทั้งหลาย
จิตเห็นโทษในความเกิดขึ้นแล้ว จึงแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น เพราะ
ความที่จิตเป็นธรรมชาติแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น กิเลสเหล่าใด
พึงบังเกิด เพราะความเกิดขึ้นเป็นปัจจัย กิเลสเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดเลย
ที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิดเลย ที่ไม่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏเลย ฉันนั้น
 

ขุ.ปฏิ. ปัญญาวรรค อภิสมยกถา ๓๑/๗๐๐
Nov 4
7:33 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
"บุคคลผู้มีกามวจรจิต เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ทำไมก็ยังไม่อาจสามารถเดินเข้าประตูของ โลกุตตระภูมิได้?
กามวจรจิต ก็คือจิตของปุถุชนทั่วๆไป มีกิเลสไหลเข้าไหลออก ทาง ตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ ฟุ้งซ่าน ประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะเต็มรูปแบบ เมื่อใช้จิตชนิดนี้(กามวจรจิต) เจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา และด้วยจิตชนิดนี้จะเกิดปัญญาแห่งโลกุตตระภูมิได้อย่างไร"
 
 พระพุทธพจน์ ปรากฏในพระไตรปิฏกหลายแห่ง เป็นคาถาดังนี้:-
 
[๒๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อม
กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.
 (สํ.มหาวารวรรค นทีสูตร ๑๙/๒๙๗)
 
Nov 4
7:34 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
ขณะจิตเจริญโลกุตตระฌานนั้น จิตก็เจริญด้้วย สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรค 8 ซึ่งอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ซึ่งมีนิพพานเป็นปัจจัย.
จากการเจริญลักขนูปนิชฌาน คือโลกุตตระฌานเพื่อละนาม รูป อุปาทานขันธ์5 อันเป็นอุปธิก่อให้เกิดภพ. สมาธินิมิต จึงไม่อาจอาศัย รูป นาม ขันธ์ 5 อันเป็นส่วนแห่งโลกีย์ หรือ พัวพันไปตามกามสัญญา. ดังนั้น สติปัฏฐาน 4 เป็นนิมิตของสมาธิ เพื่อวิปัสสนาจิต เพื่อมัคคจิต เพื่อผลจิต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ลักขณูปนิชฌาน อันมีนิโรธเป็นโคจร.
 
นิพพาน เป็นอายตนะภายนอกซึ่งปุถุชนผู้มีธุลีในดวงตา ย่อมไม่อาจเห็นได้ รับรู้ได้เลย แม้แต่โคตรภูบุคคล หรือพระเสขะบุคคลก็ยังไม่อาจเห็นได้ รับรู้ได้เช่นกัน. นิพพานไม่ใช่สิ่งที่มี หรือทำให้เกิดในจิตได้จึงกล่าวว่าเป็นอายตนะภายนอก. ความเห็นความรู้อันหยั่งลงสู่นิพพานจึงต้องอาศัยศรัทธา และคำบอกกล่าวจากสัตบุรุษ หรือพระอริยะบุคคล เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์เท่านั้น. แต่ถึงกระนั้น ก็เพียงอาศัยศรัทธาเป็นองค์ธรรมที่เป็นใหญ่ กำลังแห่งองค์ธรรมอันสำคัญนี้ ประกอบกันกับองค์ธรรมอื่นๆจึงจะสามารถน้อมเอานิพพานเป็นอารมณ์ได้.
 
Nov 4
7:35 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
ว่าด้วยศรัทธาของพระอริยสาวก
 
"พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาแล้วตรัสว่า ดูกรสารีบุตร อริยสาวกผู้ใดมีศรัทธามั่น เลื่อมใสยิ่งในพระตถาคต อริยสาวกนั้นไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัยในตถาคตหรือในศาสนาของตถาคต"
 
[๑๐๑๑] พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยสาวกใด มีศรัทธามั่น
เลื่อมใสยิ่ง ในพระตถาคต อริยสาวกนั้น ไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัย ในพระตถาคต
หรือในศาสนาของพระตถาคต ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเป็นผู้ปรารภ
ความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีกำลัง มีความบากบั่น มั่นคง
ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย.
(สํ. มหาวารวรรค สัทธาสูตร ๑๙/๑๐๑๑)
Nov 4
7:36 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
แม้กระนั้นก็ตาม นิพพาน นี้ก็เห็นได้ยาก. นิพพาน คือสภาพเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความปราศจากความกำหนัด ความดับโดยไม่เหลือ. เมื่อนิพพานมีสภาพเป็นเช่นนั้น การบรรลุสภาพเช่นนั้น จึงต้องอาศัยธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอกตัณหา เป็นที่ดับตัณหา เป็นที่ออกไปจากตัณหาเครื่องร้อยรัด ซึ่งก็คือนิพพาน โดยความเป็นมรรค.
 
“นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน ความว่า นรชนบางคนในโลกนี้ให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถกรรม เข้าไปตั้งไว้ซึ่งน้ำดื่มน้ำใช้ กวาดบริเวณ ไหว้พระเจดีย์ บูชาเครื่องหอมและดอกไม้ที่พระเจดีย์ ทำประทักบิณพระเจดีย์ บำเพ็ญกุศลที่ควรบำเพ็ญอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นไตรธาตุ ก็ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งคติ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งอุปบัติ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งปฏิสนธิ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งภพ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งสงสาร ไม่
บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งวัฏฏะ เป็นผู้มีความประสงค์ในอันพรากออกจากทุกข์ มีใจน้อมโน้มโอนไปในนิพพาน ย่อมบำเพ็ญกุศลทั้งปวงนั้น แม้เพราะเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน.
อนึ่ง นรชนบังคับจิตให้กลับจากสังขารธาตุอันเป็นไปในไตรภูมิทั้งปวง น้อมจิตเข้าไปในอมตธาตะว่าธรรมชาติใด คือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนแห่งอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ธรรมชาตินี้สงบ ประณีต แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน.”

(ขุท.มหานิทเทส อัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕ ๒๙/๘๒๕)
Nov 4
7:37 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
บุคคล จะก้าวออกจาก กามาวจรภูมิ ด้วยอนุโลม กล่าวคือเปลี่ยนสัญญา หรืออีกนัยหนึ่งคือ การเปลี่ยนจิตที่พัวพันในกามสัญญาอันเป็นอารมณ์ที่จิตรู้ ไปสู่อารมณ์ซึ่งมีนิพพานเป็นปัจจัย เพราะด้วยอนุโลมญาณ บุคคลนั้นจึงก้าวไปสู่โคตรภูจิต ซึ่งเป็นจิตที่ก้าวลงสู่อริยะภูมิ หรือโลกุตตรภูมิ.
 
ธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นไฉน?
มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน.
(อ.๑ ธรรมสังคนีปกรณ์ ๓๔/๖๗๖)
Nov 4
7:39 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
มรรคามินีปฏิปทา มีปรากฏในพระไตรปิฏก ว่าเป็นนิพพานคามินีปฏิปทา โดยความเทียบเคียงกันได้ระหว่าง นิพพาน และปฏิปทาแห่งอริยะมรรค.
 
กถาว่าด้วยพระคุณตามที่เป็นจริง ๘ ของพระผู้มีพระภาค
ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงยกพระคุณตามที่มีจริง ๘ ประการของ พระผู้มีพระภาค
ขึ้นแสดงแก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย เทวดา ชั้นดาวดึงส์จะสำคัญความข้อนี้
นั้นเป็นไฉน ….
 
อนึ่ง พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสดีแล้ว อันบุคคล พึงเห็นเอง ไม่
ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชน พึงรู้เฉพาะตน เราไม่
เคยเห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงแสดง ธรรมอันควรน้อมเข้ามาในตน อย่าง
นี้ ในอดีตกาลเลย ถึงบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจาก พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น อนึ่ง พระผู้มีพระ
ภาคพระองค์นั้นทรงบัญญัติไว้ดีแล้วว่า นี้กุศล นี้มีโทษ นี้ไม่มีโทษ นี้ควรเสพ นี้ไม่ควรเสพ
นี้เลว นี้ประณีต นี้มีส่วนเทียบ ด้วยธรรมดำและธรรมขาว เราไม่เคยเห็นพระศาสดาผู้ประกอบ
ด้วยองค์คุณเช่นนี้ ผู้ทรงบัญญัติธรรมอันเป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ ควรเสพ ไม่ควร
เสพ เลว ประณีต มีส่วนเทียบด้วยธรรมดำและธรรมขาว อย่างนี้ ในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้
ก็ไม่เห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯ
 
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงบัญญัตินิพพานคามินีปฏิปทา เพื่อพระสาวก
ทั้งหลายไว้ดีแล้ว พระนิพพานและปฏิปทาย่อมเทียบเคียงกันได้ ดุจน้ำในแม่น้ำคงคากับน้ำใน
แม่น้ำยมุนา ย่อมไหลคลุกคละกันได้ฉะนั้น เราไม่เคย เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองค์คุณ
เช่นนี้ ทรงบัญญัตินิพพานคามินีปฏิปทา อย่างนี้ ในอดีตกาลเลย ถึงในบัดนี้ก็ไม่เห็น นอกจาก
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯ
(ที.มหาวรรค มหาโควินทสูตร ๑๐/๒๑๑) 
Nov 4
7:40 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  

Title
body
 

Purchase additional coins

You need an additional: hi5 Coins hi5 Coins

Get Coins No Thanks