xxx of yyy characters
Join Group

พระไตรปิฎก [Tripitaka]

Google Translation: Off

When Google Translation is on, topics and messages in this group will be machine-translated to your language by Google.

Messages


Topic: ศีล 5 สามารถทำให้บรรลุธรรมได้
--------------------------------------------------------------------------------




การปฏิบัติธรรมในทางด้านจิตนั้น-เราจะต้องเริ่มต้นด้วยทำตนเป็นผู้มี"ศีล"....

"ศีล-นี้เป็นสิ่งสำคัญ เป็นคุณธรรมอันเป็นภาคพื้น เป็นการปรับกาย-วาจา-และใจ ให้อยู่ในสภาพปกติ"

โดยเฉพาะ"ศีล 5" อันเป็นศีลที่ฆราวาสทั่วๆไป พึงสมาทานปฏิบัติ เป็นศีลหลักใหญ่ และเป็นศีลที่สำคัญ .....

"ศีล 8-ศีล10-ศีล 227 ก็รวมลงอยู่ในศีล 5 ข้อนี้".....

"จะเป็นผู้ใดก็ตาม ในเมื่อมาตั้งใจสมาทานรักษาศีล 5 ข้อ เมื่อทำศีล 5ให้บริสุทธิแล้ว และตั้งใจทำสมาธิภาวนา ก็สามารถจะทำจิตให้สงบ รู้ซึ้งเห็นจริงในสภาวธรรมตามความเป็นจริง ไม่เฉพาะแต่เท่านั้น -ยังสามารถให้บรรลุ มรรค-ผล-นิพพานได้"....

ยกตัวอย่าง เช่น อุบาสก อุบาสิกา ในอดีตสมัยพระพุทธเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่ ก็มีหลายท่าน เช่น พระนางวิสาขามหาอุบาสิกา ท่านอนาถบิณฑิกะมหาเศรษฐี ท่านก็เป็นผู้ครองเหย้าครองเรือน แล้วก็"มีศีลเพียง 5 ข้อเท่านั้น แล้วท่านก็ได้ปฏิบัติธรรมจนได้บรรลุโสดาบัน"

คนเราในปัจจุบันนี้ มีเพียงแค่ศีล 5 ก็ยังถือว่า ยังน้อยหน้าต่ำตา ศีลของเราไม่มาก บางคนก็สงสัยว่า มี"ศีลห้า" ไม่สามารถที่จะปฏิบัติให้บรรลุมรรค-ผล-นิพพานได้ อันนี้เป็นการเข้าใจผิด ......

ความจริง"ศีลห้าข้อนี้ เป็นศีลที่กำจัดบาปกรรม หรือเป็นการตัดผลเพิ่มของบาปกรรม ที่เราจะพึงทำ ด้วยกาย-วาจา-ใจ เช่น ปาณาติบาต - การเว้นจากการฆ่าสัตว์ อทินนาทาน- เว้นจากการหยิบสิ่งของที่เขาไม่อนุญาต กาเมสุมิฉาจาร-เว้นจากการประพฤติผิดในกาม มุสาวาท-พูดเท็จ สุรา-ดื่มของมึนเมา ถ้าใครสมาทานรักษาศีลห้านี้ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ได้ชื่อว่า เป็นการตัดผลเพิ่มของบาป บาปกรรมที่เราทำ ที่จะต้องไปเสวยผลคือ ไปตกนรก หรือไปทรมานในสถานที่หาความเจริญมิได้นั้น มีแต่การละเมิดศีลห้าข้อเท่านั้น ส่วนอื่นซึ่งเราทำลงไป แม้จะเป็นบาปอยู่บ้าง ก็เป็นแต่เพียงความมัวหมองภายในจิตใจเท่านั้น

แต่ถ้าใคร มี"ศีล 5 บริสุทธิ์บริบูรณ์ มีหวังที่จะทำสมาธิ-ปฏิบัติธรรม-รู้ธรรม-เห็นธรรม-รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมได้....


เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่สามารถจะมีศีลมากๆขึ้นไปกว่านั้น ก็อย่างพึงทำความน้อยอกน้อยใจว่า ศีลเราน้อยเหลือเกิน กลัวว่าจะไม่ถึงนิพพาน อันนั้นเป็นการเข้าใจผิด ก่อนที่เราจะเพิ่มศีลศีลของตัวเอง ให้มากขึ้นไปนั้น เราจะต้องพิจารณาถึงสมรรถภาพของตัวเองว่า เราสามารถจะปฏิบัติและรักษาศีลให้มากๆได้หรือไม่? ถ้าเรายังไม่มีสมรรถภาพพอที่จะรักษาศีลมากๆได้ ก็ให้มั่นคงแต่เพียงในศีล 5 เท่านั้น......


ฆราวาสโดยทั่วไป มีแต่เพียงศีล5 เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม มุสาวาท เว้นการเสพสุรา เรายังประดับตกแต่งด้วยเครื่องหอม เครื่องย้อม เครื่องทาได้ ดูหนัง ดูละคร หรือ ประโคมขับดนตรีก็ได้ นอนบนที่นอน ที่สูง ที่ใหญ่ก็ได้ ไม่ผิดศีล แต่ถ้าเราไปเพิ่มข้อ"วิกาลโภช"เข้าไป แต่ว่าอดข้าวเย็นไม่ได้ เพิ่ม"มาลา"เข้าไป แต่ว่าเว้นจากจากการประดับตกแต่งไม่ได้ เพิ่มข้อ"นัจจคีตะ"เข้าไป แต่ว่าเว้นดูละคร ดนตรีไม่ได้ เพิ่มข้อ"อุจจาสยนะ"เข้าไป แต่ก้พอใจในที่นอนที่สูงที่ใหญ่ เราก็รักษาไม่ได้ เป็นการหาเรื่อง เพิ่มบาปให้ตนเอง โดยไม่มีเหตุผล การที่ตั้งใจรักษาศีลให้มากๆนั้น เราต้องดูสมรรถภาพตนเอง เมื่อเรามีศีล5บริสุทธิ์สมบูรณ์แล้ว ตั้งใจทำสมาธิ บำเพ็ญเพียรภาวนาไป เมื่อเราภาวนาเป็นแล้ว ศีลก็เพิ่มขึ้นเอง ไม่เฉพาะศีล 8 ศีล 10 เท่านั้น เมื่อมีศีล 5 มีสมาธิ มีปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม ความเป็นของตัวเอง ซึ่งมันเกิดขึ้นในจิตนั่นแหละ ความที่จิตสงบเป็นสมาธิ ความที่มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม สามารถทำจิตให้อยู่ในสภาพปกติได้นั่นแหละ จะเป็นอุบายเพิ่มศีลเข้าไป.......

.....อย่าว่าแต่ศีล 227 ข้อเลย ต่อให้เป็นหมื่นๆข้อ แสนข้อก็เพิ่มได้ ถ้าพื้นฐานของจิตใจดีแล้ว เพราะฉะนั้น ใครจะปฏิบัติธรรม จะเขยิบฐานะการปฏิบัติของตนให้สูงยิ่งเพียงใด แค่ไหน ก็ขอให้พิจารณาดูสมรรถภาพของตัวเองเป็นสำคัญ อย่าไปทำอย่างงมงาย ทำอย่างมีเหตุมีผล เช่น เขาว่ารักษาอุโบสถได้บุญมาก แต่ในเมื่อเราไปรักษาอุโบสถ อดข้าวเย็น ได้รับทุกขเวทนา อย่างในสมัยที่อาตมาเป็นพระเล็ก เณรน้อย อยู่กับพระอาจารย์เสาร์ แล้วก็ไปพอใจในคำว่าการอดข้าว บางทีเขาชวนอดข้าว 3 วัน 5วัน 7 วัน บางทีก็อดจนถึง 9 วันก็มี แต่เมื่ออดกันไปแล้ว ผลที่ได้รับ ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร การอดทำให้เราเกิดความเพลีย ความหิว ในเมื่อร่างกายเกิดความหิว ไม่ได้อาหารมาบำรุงร่างกาย ก็อ่อนเพลีย ในเมื่อความอ่อนเพลียเกิดขึ้น เราก็ไม่สามารถจะปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะได้ผลดี กลับขาดทุน ดีไม่ดี ทำให้เกิดโรคทางกาย โรคกระเพาะ โรคลำไส้ ต้องทนทุกข์ทรมาน พยาบาลรักษาเป็นเวลานาน กว่าจะหาย เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่เราจะทำลงไป ที่เราเห็นว่า ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หรือปฏิบัติจริง เราอย่าปฏิบัติอย่างงมงาย ทำให้มีเหตุมีผล พิจารณาสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจตนเองว่า มีความสามารถเพียงใด หรือไม่ อาตมาขอให้คติเอาไว้.......



ที่มาของข้อมูล....

www.bloggang.com/viewblog.php?id=amatanippan...
Nov 2
5:49 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
ถ้าได้ศึกษา พระไตรปิฎกแล้วประมวลคำสอนที่อยู่ในหลายๆ พระสูตร
ซึ่งการที่จะดำเนินตามความรู้ ที่พระพุทธเจ้าได้ แสดงธรรมแล้ว สั่งสอนมานั้นเป็นแนวทาง เพื่อการนำไปปฎิบัติ เพื่อการหลุดพ้น ตามพื้นฐานที่มีอยู่ในสันดาน ของสัตว์โลกนี้ ให้ดำเนินตามความเหมาะสมของตน ของตน ไปตามลำดับ อย่างเช่นโมคคัลลานสูตร
เมื่อชาวพุทธที่ประกาศตนว่าเป็นชาวพุทธ ก็ต้องรู้จัก

1.สรณะ คือ ไตรสรณ สรณะทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สรณะแปลว่าที่พึ่งอันสูงสุด ไม่พึ่งสิ่งต่างๆ ต้นไม้ ป่าไม้ ภูเขา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ตามที่เราได้ประกาศแล้วว่า
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธรรมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
ถ้าชาวพุทธยังไปพึ่งสิ่งอื่นๆ อยู่ก็จะเป็นชาวพุทธที่มี สรณะ ขาด เป็นชาวพุทธที่สกปรก ตามที่พระพุทธองค์ได้กล่าวเอาไว้ แล้วในพระไตรปิฎก

2.ทาน คือการให้การแบ่งปัน การเสียสละ ก็เป็นการขัดเกลากิเลส อย่างหยาบ ที่เกาะกุมหัวใจของ สัตว์ให้ยึดเหนี่ยว อยู่กับสิ่งสมมติที่ มนุษย์ทั้งหลายอุปโลกขึ้นมาว่ามีค่า
ไม่ให้สัตว์สลัดออกไปจากกองกิเลสได้ โดยง่าย

3. ศีล ข้อนี้คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ดวงจิตของสัตว์ ที่วุ่นวาย และเต็มไปด้วยกิเลส
ให้เป็น ปกติ ไม่กระวนกระวาย เมื่อจิตเกิดความเป็นปกติ จึงจะมีพลัง จึงเป็นฐานที่มั่นของผู้ที่จะดำเนินการ ทำสมาธิต่อไป จึงเรียกวิธีการปฎิบัติเพื่อต่อสู้กับกิเลส ว่าการปฎิบัติ กรรมฐาน
คือฐานที่มั่นในการกระทำตัวเองให้หลุดให้พ้น ดังคำที่จะนำมาเปรียบว่า เมื่อที่มั่นในการยืน
ซึ่งเป็นที่มั่น ของสัตว์ผู้ที่จะเป็นนักรบ(รบกับกิเลส)นี่มั่นคง (คือศีล)
และมีดาบอันคม(คือสมาธิ) เมื่อทำการฝึกฝนจนชำนาญคล่องแคล่วว่องไว รู้ว่าสิ่งใดคือศัตรู สิ่งใดคือมิตรแท้ มิตรเทียม หรือเทียมมิตร คือได้ศึกษาปริยัติ
มาดีพอสมควรแก่การรบ ก็สามารถใช้อาวุธในการต่อสู้กับศรัตรู ได้อย่างเข็มแข็ง
(คือปัญญา) ในการเอาชัยชนะให้กับตน

4. ปัญญา เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อมีทั้ง 3 อย่างมาครบถ้วนแล้ว ก็พึ่งหวังชัยชนะได้
แต่ทั้งหมดทั้งปวง ก็เห็นแต่สิ่งที่นักเรียน พุทธศาสนา ก็มุ่งสนใจอยู่แต่กรรมฐาน แต่ไม่สนใจในฐานที่มั่นของตัวเอง ว่าตั้งเป้าหมายในในการปฎิบัติเอาไว้ที่ตรงไหน ?
Nov 7
8:09 PM


Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  
อนุโมทนาบุญสาธุ สาธุ สาธุ
Nov 19
9:54 PM

Posted by pemilin 

Note: To add an image or link in your message, use <img src="http://www.hi5.com/example.jpg"> or <a href="http://www.hi5.com/example.html">Text </a>

 
 

  

Title
body
 

Purchase additional coins

You need an additional: hi5 Coins hi5 Coins

Get Coins No Thanks