อริยสัจ 4 (The Four Noble Truths) คือ ความจริงอันประเสริฐ ที่ทำให้มนุษย์เป็นอริยบุคคลซึ่งประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โดยการพิจารณารายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ทุกข์ (The Suffering) หมายถึง สภาพที่ทนได้ยาก สภาพแห่งความขัดแย้ง ความทุกข์เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป
การพิจารณาความทุกข์มีหลัก 11 ประการ ดังต่อไปนี้
ความเกิด (ชาติปิ ทุกฺขา)
ความแก่ (ชราปิ ทุกฺขา)
ความตาย มรณมฺปิ ทุกขํ)
ความโศก (โศก)
ความคร่ำครวญรำพัน (ปริเทว)
ความทุกข์กาย (ทุกฺข)
ความทุกข์ใจ (โทมนสฺส)
ความคับแค้นใจ (อุปายาส)
ประสบกับสิ่งไม่รักไม่ชอบ (อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค)
ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก (ปิเยหิ วิปฺปโยโค)
ความผิดหวัง (ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกขํ)
อาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สาเหตุมาจากปัจจัยปรุงแต่งอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ คือขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
2. สมุทัย (The Cause of Suffering) คือ สาเหตุทำให้เกิดความทุกข์ ซึ่งมาจากตัณหา (Craving) 3 ประการดังต่อไปนี้คือ
1) กามตัณหา (Sensual Craving)
2) ภวตัณหา (Craving for Existence)
3) วิภวตัณหา (Craving for non – Existence)
3. นิโรธ (The Cessation of Suffering) คือความดับทุกข์ หมายถึงสภาพที่ปลอดโปร่ง หลุดพ้น สงบสบาย ถ้าจะมองในประเด็นการใช้ชีวิตประจำวันก็คือ การมีความสุขในขั้นพื้นฐานของชีวิต เช่นการมีอาหารรับประทานที่ถูกหลักโภชนาการ การมีเครื่องนุ่งห่มใส่ มีที่อยู่อาศัย มีกัลยามิตรที่ดีพอสมควร เจ็บไข้ไม่สบายสามารถเข้าไปพบแพทย์
4. มรรค (The Path Leading to the Cessation of Suffering) หมายถึงข้อปฏิบัติอันจะนำไปสู่ความพ้นจากสภาพของความดับทุกข์ทั้งปวง อันได้แก่มรรค 8 หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสุขด้วยการถือหลักการเบื้องต้น ตามหลักไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา
จุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิตคือ ความสงบสุขนิรันดรและอย่างแท้จริงคือนิพพาน ซึ่งได้แก่การดับทุกข์
ความเดือดร้อนโดยดับซึ่งกิเลส อันเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ความเดือดร้อน วิธีที่จะบรรลุจุดหมายสูงสุด
ของชีวิตนั้น ชาวพุทธจะต้องปฏิบัติตามอริยมรรคที่มี 8 องค์อย่างเคร่งครัด
ศาสนาอิสลาม
หลักศรัทธาหรือหลักอิหม่าน หมายถึง หลักการที่มุสลิมทุกคนต้องยึดมั่นศรัทธาในจิตใจ ไม่อาจปฏิเสธหลักการข้อใดได้ หลักการดังกล่าวมีดังนี้
๑ การศรัทธาว่าอัลลอฮ์เป็นพระเจ้า ซึ่งในการศรัทธาข้อนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในลักษณะของอัลลอฮ์ด้วย เช่น อัลลอฮ์นั้นมีองค์เดียว,
ทรงสร้าง, ไม่มีบุตร,ไม่มีการเกิดและการดับ อัลลอฮ์ทรงเห็น,ทรงได้ยินและทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง อย่างไม่มีข้อจำกัดใดๆ เป็นต้น
๒ การศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮ์ของอัลลอฮ์ ซึ่งในการศรัทธาดังกล่าวเราต้องทำความเข้าใจเช่นกันว่ามลาอิกะฮ์นั้นคือสิ่งถูกสร้างอย่างหนึ่งของอัลลอฮ์เพื่อการปฏิบัติตาม
คำสั่งใช้ของพระองค์ นอกจากนั้นเราพึงทราบลักษณะอื่นๆของมลาอิกะฮ์ด้วย เช่น มลาอิกะฮ์นั้นกำเนิดจากรัศมี, มลาอิกะฮ์ไม่ฝ่าฝืนคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์ ,มลาอิกะฮ์นั้นไม่กินไม่ดื่ม
เป็นต้น
๓ การศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ในการศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ของอัลลอฮ์นั้นเราพึงทราบด้วยว่านอกจากคัมภีร์อัลกุรอ่านที่อัลลอฮ์ได้มอบแก่นบีมุฮัมมัดเพื่อเป็น
ธรรมนูญชีวิตของมุสลิมทุกคนแล้ว เรายังมีคัมภีร์อื่นๆซึ่งอัลลอฮ์มอบแก่นบีท่านอื่นๆด้วย เช่น คัมภีร์เตารอตมอบแก่นบีมูซา,คัมภีร์อิลญีน มอบแก่นบีอีซา เป็นต้น
๔ การศรัทธาในบรรดารอซูลของอัลลอฮ์ การศรัทธาในรอซูลนั้นมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า รอซูลหมายถึงผู้รับสารหรือคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์
มาเผยแผ่แก่คนทั่วไป ซึ่งมีจำนวนมากมายแต่มีเพียง ๒๕ ท่านเท่านั้นที่มุสลิมต้องทราบ ดังมีชื่อปรากฏอยู่ในอัลกุรอ่าน เช่น อดัม,นูอ์,อิบรอฮีม,มูซา,อีซา,มุฮัมมัด เป็นต้น และนอกจากนี้นบีมุฮัมมัดนั้นเป็นรอซูลท่านสุดท้ายจะไม่มีรอซูลภายหลังจากท่านอีก ส่วนลักษณะของรอซูลนั้นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลย เช่น รอซูลเป็นผู้มีคุณธรรม,
ซื่อสัตย์,ฉลาดรอบรู้ เป็นต้น
๕ การศรัทธาในวันสิ้นโลก (อาคิเราะฮ์) และวันพิพากษา มุสลิมจะต้องมีความเชื่อว่าจะมีวันหนึ่งซึ่งอัลลอฮ์ทรงกำหนดให้เป็นวันแห่งการดับสูญของทุกสิ่ง และทุกชีวิตจะ
ถูกนำมารวมกัน ณ ที่แห่งหนึ่งเพื่อรับการตัดสินในทุกการงานที่เคยปฏิบัติไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้
๒.๖ การศรัทธาในกฎกำหนดสภาวะการณ์ ว่ามาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้น นั่นคือศรัทธาว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและดำเนินไปนั้นมาจากการกำหนด และอยู่ภายใต้การควบคุมของ
พระองค์ ในทางตรงกันข้ามหากพระองค์ไม่ประสงค์ในสิ่งใดหรือยับยั้งในสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นเช่นกัน
หลักการสำคัญสำหรับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
หลักการสูงสุดของฮินดูคือ "อาศรม 4" ที่ระบุในพระเวท
1. พรหมจารี เป็นการประพฤติตนเป็นพรมจารีของเด็กที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน จะต้องใช้เวลา 12 ปี ในการศึกษาจนจบหลักสูตร ภายหลังจึงจะแต่งงานได้
2. คฤหัสถ์ เป็นการครองเรือน คือ การแต่งงาน ข้อปฏิบัติคือ การบูชาเทวดาเช้า ค่ำ ปฏิบัติตามหลักผู้ครองเรือน
3. วนปรัศน์ หลังจากมีลูกหลาน กลายเป็นผู้เฒ่า ก็ให้ละทิ้งครอบครัว บำเพ็ญเพียรในที่สงบ เพื่อบรรลุธรรมขั้นสูง
4. สันยาสี ให้สละโสดแล้วออกไปอยู่ในป่า คือเป็นนักบวชที่ออกจาริกไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
--------------------------------------------------------------------------------
จุดหมายปลายทางสูงสุด
--------------------------------------------------------------------------------
นิพพานของฮินดู
โลกทัศน์ของฮินดูมีอยู่ว่า บุคคลจะต้องเวียนตายเวียนเกิดในโลกภพระดับต่างๆ อย่างมิรู้สิ้นสุด จนกว่าเขาจะประจักษ์สัจธรรมที่ว่า อัตตาแท้จริงภายในสุดของเขานั้นเป็นสิ่งเดียวกับอาตมันหรือพระพรหม เมื่อเช่นนั้นแล้ว เขาก็จะบรรลุอมตธรรมเข้ารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระพรหม วงเวียนแห่งการตายและเกิด เรียกว่า สังสารวัฏ ความหลุดพ้นจากวงเวียนนี้เรียกว่า มุกติ โมกษะ หรือนิพพาน นี่คือการเข้ารวมอย่างสนิทระหว่างอัตตาของมนุษย์กับพระเป็นเจ้า กฎแห่งกรรมหรือเหตุกับผลดำรงอยู่ในโลกแห่งสังสารวัฏ บุคคลเกี่ยวกับพืชผลจากการหว่านของเขา ดังนั้นในปัจจุบันเขาก็รับผลจากกรรมของเขาซึ่งได้กระทำมาแล้วในชาติก่อนปางก่อนนับมิรู้สิ้น และก็หวานเมล็ดพืชแห่งกรรมซึ่งจะมีผลต่อชีวิตในชาติหน้าต่อๆ ไป สภาพนี้ดำรงอยู่ในโลกซึ่งคัมภีร์เวทานตะถือว่าเป็นมายา เมื่อใดบุคคลหันหน้าเข้าสู่พระพรหมและบรรลุถึงความประจักษือย่างสมบูรณ์ในความเป็นอันหนึ่งเดียวของอาตมันในตนกับพระพรหม เขาก็จะบรรลุถึงโมกษะ และไม่ทนทุกข์ทรมานในสังสารวัฏอีกต่อไป โยคะเป็นวิธีการที่บุคคลจะบรรลุถึงจุดหมายอันสูงส่งนี้
ด้วยการบวชพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไไทย
ตั้งแต่วันที่ ๑๙ มกราคม - ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ( รวม ๔๙ )
http://www.dmc.tv/
เกิดมาเพื่อสร้างบารมี ทำพระนิพพานให้แจ้ง
ทำถูกเนื้อนาบุญ ย่อมมีบุญบารมีมาก
ทอดกฐินสร้างอาคารคุณยาย ๑๐๐ ปี ติดต่อสอบที่เว็บไซต์ http://www.dmc.tv/